คาถาบูชาพระพิฆเนศ | กำเนิดพระพิฆเนศวร  | ประวัติพระพิฆเนศในประเทศไทย | พระพิฆเนศ 32 ปาง | การนับถือพระพิฆเนศในอินเดีย | สถานที่บูชา
 
 
ประวัติพระพิฆเนศในประเทศไทย    
 

ประวัติพระพิฆเนศในประเทศไทย
จากหนังสือตรีเทวปกรณ์


คติการนับถือพระพิฆเนศ น่าจะเข้ามาถึงประเทศไทยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 10 โดยเข้ามาทางภาคใต้ก่อน แต่เทวาลัยของพระพิฆเนศที่เก่าที่สุดในเมืองไทยปรากฏที่ แหล่งโบราณคดีเขาคา จ.นครศรีธรรมราช มีอายุในพุทธศตวรรษที่ 12 เทวรูปพระพิฆเนศที่เก่าที่สุดก็พบทางภาคใต้ของไทย และกำหนดอายุ ได้ในช่วงเวลานั้น เชื่อว่าบรรพชนในภาคใต้ของเราในยุคดังกล่าว คงจะนับถึอพระพิฆเนศตามแบบอินเดีย คือเป็นเทพผู้ขจัดอุปสรรค

เทวรูปพระพิฆเนศ เริ่มแพร่หลายมากขึ้นเมื่อถึงสมัยที่เมืองไทยเรา ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากขอม เทวรูปเหล่านี้พบในปราสาทหินหลายแห่ง ทั้งที่เป็นเทวรูปลอยองค์สำหรับบูชาภายในปราสาท และอยู่บน ทับหลังหรือหน้าบันในลักษณะภาพแกะสลักนูนสูง คติการนับถือพระพิฆเนศในเมืองไทยเราช่วงนี้ น่าจะเป็นแบบเขมร คือ เป็นเทพองค์สำคัญในไศวะนิกาย คือจะต้องมีประจำในเทวสถานของลัทธินี้ รวมทั้งการบูชาในฐานะเทพแห่งอุปสรรค และเทพแห่งการประพันธ์ด้วย เพราะเท่าที่พบเทวลักษณะ ก็เป็นแบบเขมร คือประทับนั่งชันพระชานุข้างหนึ่งแบบมหาราชลีลาสนะ หรือประทับนั่งขัดสมาธิราบ ถ้าประทับยืนก็ประทับยืนตรงๆ ไม่ใช่ยืนเอียงพระโสณีหรือตริภังค์แบบอินเดีย

อย่างไรก็ตาม เทวรูปเหล่านี้ล้วนแต่สร้างอย่างงดงามมาก และอาจจะมีทั้งที่สร้างด้วยหินและสำริด หรือแม้แต่ทองคำ แต่ที่ตกทอดมาถึงยุคของเราส่วนมากมีแต่เป็นหินเท่านั้น ในจำนวนนี้องค์ที่เด่น ๆ ได้แก่พระคเณศทรงเครื่องจาก ปราสาทหินเมืองต่ำ จ.บุรีรัมย์ ส่วนพระพิฆเนศจากปราสาทที่งามที่สุด อย่างเช่นปราสาทหินพนมรุ้งนั้น ปัจจุบันเราได้พบแต่ที่เป็นขนาดเล็ก

เทวลักษณะที่ประทับยืนตรงของพระพิฆเณศแบบขอม ได้ต่อเนื่องมาถึงพระพิฆเนศ แบบเชียงแสน และสุโขทัยด้วย ปัจจุบันเรามีตัวอย่างของเทวรูปพระพิฆเนศแบบเชียงแสน ที่ทำอย่างงดงามหลายองค์ แต่ที่งามกว่าคือแบบสุโขทัย ซึ่งเท่าที่รู้จักกันเป็นสมบัติของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล และมีการถ่ายแบบทำเป็นเทวรูปสำหรับบูชาทั่วไปเมื่อ พ.ศ. 269 ซึ่งปัจจุบันก็หาดูยากแล้ว

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ในสมัยสุโขทัย การนับถือพระพิฆเนศก็คงเป็นไปตามแบบทีได้อิทธิพลจากขอม แต่ก็น่าจะเสื่อมคลายลงมาก เพราะได้มีการให้ความสำคัญต่อศาสนาพุทธยิ่งกว่าศาสนาฮินดูที่นับถือกันมาแต่เดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัย พระมหาธรรมราชาลิไท ที่ศาสนาพุทธเฟื่องฟูมาก

ล่วงถึง สมัยกรุงศรีอยุธยา ศาสนาฮินดูได้กลับมามีความสำคัญ ในราชสำนักอีกครั้ง มีหลักฐานว่า ได้มีการหล่อพระพิฆเนศ และ พระเทวกรรม คือพระพิฆเนศในฐานะที่เป็นครูช้างขึ้นมาหลายองค์ แต่หลักฐานที่ตกมาถึงเรามีแต่เทวรูปสำริดขนาดเล็กเพียงไม่กี่องค์ และเทวรูปสำริดขนาดใหญ่ที่เทวสถาน โบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า รวมทั้งเทวรูปศิลาที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระราชวังจันทร์เกษม เป็นต้น พระพิฆเนศได้กลับมามีบทบาทสำคัญในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา ก็เพราะเกี่ยวเนื่องด้วยการคชกรรมนี่เอง และก็ยังคงมีความสำคัญตามคติที่ได้รับจากขอม คือเป็นเทพผู้ขจัด อุปสรรค เป็นเทพที่จะต้องบูชาก่อนอื่นในพิธีกรรมสำคัญ และเป็นเทพแห่งการประพันธ์คัมภีร์ต่าง ๆ

ส่วนคติที่นับถือพระพิฆเนศวรเป็น เทพแห่งศิลปวิทยา อันเป็นการแทนที่คติเดิมของพระสรัสวดีที่มีมา แต่อินเดียนี้ ยังไม่ปรากฏว่ามีในเมืองไทย จนกระทั่งผ่านพ้นสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เพราะใน 4 รัชกาลแรกภาพเขียนพระพิฆเนศในพระอุโบสถ วัดสุทัศนเทพวราราม และ วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือแม้แต่ภาพแกะสลักบนประตูไม้ที่ วัดเพลงวิปัสสนา บางกอกน้อย ยังเป็นเรื่องจากนารายณ์สิบปางอยู่ ภาพเหล่านี้คงมีที่มาจากตัวอย่างพระเทวรูปในตำราภาพเทวรูปและเทวดานพเคราะห์ ซึ่งเป็นแบบอย่างภาพลายเส้นรูปเทพเจ้าแทบทุกพระองค์ สำหรับช่างเขียนใช้เป็นต้นแบบ ตำราภาพดังกล่าวสร้างในรัชกาลที่ 3-4 และคงมีมาแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

ที่เป็นหลักฐานทางเอกสาร โดยเฉพาะในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ยังเป็นคติเก่าที่มีอยู่ในเรื่อนารายณ์สิบปางเช่นกัน และองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงนั้น โดยส่วนพระองค ์ก็ดูจะทรงนับถือพระพิฆเนศอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อเสด็จประพาสชวาก็ทรงนำพระพิฆเนศ ขนาดใหญ่ของ ที่นั่นมาด้วย (ปัจจุบันยังจัดแสดงอยู่ใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร)

นอกจากนี้แล้ว พระองค์ก็ทรงมีพระราชประวัติที่เกี่ยวข้องกับพระพิฆเณศวรอีก คือเมื่อครั้งยังทรงกรม ก็ได้พระนามกรมครั้งแรกเป็น กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ และยังได้รับพระราชทานเทวรูปพระพิฆเนศ มาจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย แต่พระองค์ท่านก็มิได้ทรงนับถือพระพิฆเนศ ในด้านศิลปวิทยาแต่อย่างใด เพราในรัชกาลของพระองค์นั้น ยังมีพระสรัสวดีเป็นเทพแห่งศิลปวิทยาอยู่ ตามที่นับถือกันมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยานั่นเอง

จึงต้องนับว่า การนับถือพระพิฆเนศเป็นเทพแห่งศิลปวิทยา เป็นการริเริ่มโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้ เจ้าอยู่หัวอย่างแท้จริง เนื่องจากพระองค์ท่านโปรดการประพันธ์กวีนิพนธ์ และศิลปศาสตร์ จึงทรงยกย่องพระพิฆเนศเป็นพิเศษ โดยทรงนำคุณสมบัติที่เป็นของพระสุรัสวดีมาแต่เดิมมารวมเข้าเป็นของ พระพิฆเนศด้วย พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเทวาลัยพระพิฆเนศสำหรับกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นครั้งแรก ณ พระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม และทรงมีพระราชนิพนธ์เรื่องเกี่ยวกับพระพิฆเนศ ไว้สำหรับการนาฏศิลป์โดยเฉพาะ เมื่อทรงตั้งวรรณคดีสโมสร ก็พระราชทานเทวรูปพระพิฆเนศเป็น ตราประจำสถาบันนั้น เมื่อกรมศิลปากรเกิดขึ้นและรับตราดังกล่าวมาเป็นตราประจำกรมต่อมา พระพิฆเนศจึงกลายมาเป็นเทพแห่งศิลปวิทยาของไทยเราโดยสมบูรณ์

การนับถือพระพิฆเนศในทางศิลปะของไทยเรา จึงเป็นเรื่องใหม่ที่เกิดในเมืองไทยโดยเฉพาะ ขณะที่คติเดิม ที่ได้จากอินเดียและขอมนั้นก็ยังมีอยู่บ้าง คือยังคงเป็นเทพแห่งอุปสรรค และปัจจุบัน เมื่อเราได้คุ้นเคยกับวัฒนธรรมภารตะมากขื้น จึงมีการหันกลับไปบูชาพระพิฆเนศตามแบบฮินด ูกันอีกครั้งหนึ่ง แต่คติการนับถือพระองค์ในฐานะครูช้างตามแบบอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น เวลานี้ได้ลดความสำคัญไปมากแล้ว

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปัจจุบันนี้ ในเมืองไทยเรามีความนิยมประดิษฐ์เทวรูปพระพิฆเนศสำหรับบูชาโดยวัดและองค์กรต่างๆ เป็นจำนวนมากตั้งแต่ภายหลัง พ.ศ 2529 เป็นต้นมาและมาแพร่หลายอย่างแท้จริงก็เมื่อภายหลัง เหตุการณ์เทวรูปดื่มนม เมื่อปลายปี 2538 เทวรูปพระพิฆเนศขนาดบูชาของไทย มักเป็นแบบที่ประทับนั่ง บนฐานธรรมดา และฐานหัวกะโหลก และมีอีกแบบหนึ่งที่ค่อนข้างหายากคือประทับบน บัลลังก์เมฆ ซึ่งเป็นตราของกรมศิลปากรและมหาวิทยาลัยศิลปากร เทวรูปองค์พระพิฆเนศที่หน้า ห้างสรรพสินค้าอิเซตัน (เซ็นทรัลเวิลด์) ก็ประทับบนบัลลังก์เมฆนี้เหมือนกัน และมักจะมี 4 พระกร ถืองา วัชระ ปาศะ และผลมะนาวหรือขนมโมทกะ โดยใช้วัสดุคือ ดินเผา เซรามิค หิน หินอ่อน แก้ว สำริด และทองเหลือง บางทีมีซิลิกาและเรซินด้วย ซึ่งแม้เป็นวัสดุทางวิทยาศาสตร์ ก็ถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน

ส่วนที่เป็นเทวรูปขนาดเล็กหรือวัตถุมงคลนั้น จะมีรูปแบบที่หลากหลายมาก และออกให้บูชาโดยองค์กร และวัดทั่วทุกภาคในเมืองไทย โดยเฉพาะวัดในกรุงเทพฯ จะจัดสร้างออกมามากที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีคตินิยมในการตั้งศาลพระพิฆเนศขึ้นตามสถานที่ราชการ และบริษัทห้างร้านของเอกชน ขึ้นมากมายหลายแห่งทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย จังหวัดไกลที่สุดที่มีการประดิษฐานเทวรูปพระพิฆเนศเท่าที่ ผู้เขียนจำได้ในภาคเหนือก็คือ จ.เชียงราย แต่ที่มีเป็นจำนวนมากคือ จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีอยู่ตามวัดต่างๆ เช่น วัดท่าสต๋อย วัดพระธาตุดอยสุเทพ วัดชัยศรีภูมิ และวัดนันทาราม ทั้งหมดอยู่ในเขต อ.เมือง ส่วนจังหวัดที่ไกลที่สุดทางภาคใต้คือ จ.สงขลา ที่โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ในภาคตะวันออก เฉียงเหนือมีพอสมควร ส่วนที่มีมากที่สุดคือภาคกลางและภาคใต้ตอนบน เฉพาะในกรุงเทพฯ ก็มีแล้วไม่น้อยกว่า 50 แห่ง ส่วนมากจะมีรูปแบบที่น่าสนใจกว่าในต่างจังหวัด ถึงกระนั้นพระพิฆเนศองค์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ คือที่ วิทยาลัยนาฏศิลป์ (วัดพระแก้ววังหน้า) ก็ยังไม่เท่ากับองค์ที่ วัดเขาเข้เทพนิมิตวนาราม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ซึ่งมีความสูงกว่า ๒๐ เมตร นับว่าเป็นพระพิฆเนศที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยขณะนี้

เทวรูปพระพิฆเนศของโบราณ ซึ่งเคยประดิษฐานไว้ ณ เทวสถานสมัยต่างๆ กระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ปัจจุบันจะหาชมได้ใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในจังหวัดต่า ๆ ตลอดจนร้านขายของโบราณก็ยังมีอยู่อีกมาก

ที่จะเว้นกล่าวถึงมิได้ คือในวงการตำหนักทรงที่แอบอ้างว่าเป็นตำหนักของพระพิฆเนศนั้น มีจำนวนมาก เป็นลำดับที่ 3 ของจำนวนตำหนักทั้งหมดกว่า 200,000 ตำหนักเลยทีเดียว!!!

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อมูลจาก : http://www.siamganesh.com/
ข้อมูลจาก : หนังสือตรีเทวปกรณ์

 
 
 
©2009 GaneshThai.Com Allright Rights Reserved.